แบ่งปันปัญหา 1 ในหลายข้อที่เจอจากการทำ BIM และข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไข

ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เก่ง หรือทำงานในวงการนี้มาเยอะและมากพอที่จะตรัสรู้ทุกทางออกของปัญหา แต่จุดประสงค์ของบทความนี้ก็คือ อย่างน้อยได้เป็นตัวจุดประกายเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้วงการก่อสร้างบ้านเราและทุกคนที่ทำงานในวงการนี้ ได้รับประโยชน์จากการทำ BIM จริงๆครับ
เริ่มอ่านกันเลย…

ปัญหา

ผู้รับเหมาและ CM & Consult ไม่ได้มีกระบวนการรองรับการทำงานด้วย BIM ในช่วงก่อสร้างที่ดีพอ นั่นคือ ไม่ได้ให้ความสำคัญในการตรวจ BIM Model โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ Clash Check และ Visual Check ซึ่งจะลดปัญหาหน้างานและทำให้ประหยัดงบประมาณก่อสร้างได้มาก (โดยเฉพาะอาคารที่มีความซับซ้อนสูง) ซึ่งควรต้องไล่ทำทีละชั้น หรือ Zone ก่อนจะมีการอนุมัติให้ทำ Shop และ ตรวจ Shop ต่อไป

ฝ่ายผู้รับเหมาและ CM & Consult ยังคุ้นชินกับการทำงานแบบเดิมนั่นคือรอตรวจแบบ 2มิติ ทั้งๆที่การตรวจ BIM Model นั่นแหละคือการตรวจงานก่อสร้างยุคใหม่ เพราะตรวจกันเป็นระบบ 3 มิติ

ทำให้เกิดอารมณ์นี้ “ทำ BIM Model มาก็ดีนะ ว่าแต่รีบทำแบบ 2D ออกมาก่อน จะได้ให้ Consult
ตรวจ เพื่อขออนุมัติก่อสร้าง” T T”

ต้นเหตุของปัญหา

  • ผรม Consult Owner ก็ยัง งงๆ ว่าทำ BIM แล้วยังไงหรอ ก็แค่ใช้ Revit ไม่ใช่หรอ ?

ข้อเสนอแนะแก้ปัญหา

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องมองหา Root Cause ให้เจอ หรือต้นตอให้เจอ ซึ่งผมคิดว่าต้นตอคือ “Owner”
อันดับแรกOwner ต้องไปตกผลึกตัวเองให้ได้ก่อน ว่า
  • จะทำ BIM ไปทำไม อยากได้อะไรจาก BIM
  • BIM ในแต่ละช่วงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองมากน้อยแค่ไหน…จะได้โฟคัสถูกจุด
หลังจากนั้นพอตกผลึกแล้วว่า BIM คือกระบวนการทำงาน ที่ต้องทำ BIM Model ขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์จาก Centralized Digital Information นี้ให้ได้สูงสุด เช่น
– การสื่อสารและคุยกันด้วยข้อมูลกลางตัวเดียวกันอยู่ตลอด
– การถอดปริมาณที่แม่นยำ
– การทำ Clash Detection เพื่อตรวจสอบปัญหาล่วงหน้า
– การใช้ BIM Model เพื่อศูนย์กลางในการจัดเก็บ Data ที่จำเป็นสำหรับใช้บริหารอาคาร
เป็นต้น
จากนั้นก็หา BIM Consult ที่มีความชำนาญ หากปัจจุบันยังหาได้ยาก ก็ให้หาหัวกะทิมาศึกษาและตกผลึกเพื่อเขียน Flow การทำงานขึ้นมาตั้งแต่ช่วงออกแบบจนถึงก่อสร้างและส่งมอบงาน โดย Flow ดังกล่าวก็จะโฟคัสไปที่ประโยชน์สูงสุด ที่ Owner จะได้รับว่าอยู่ช่วงใดมากที่สุด…ซึ่งส่วนมากมักพบว่า การทำ BIM ที่ถูกต้องตามทฤษฎีนั้น และ Owner ได้ประโยชน์สุงสุดนั้น จะเริ่มที่ขั้นตอนแรกคือ
เนื้องานจะเทมาอยู่ช่วง Design ซึ่งเป็นช่วงที่ Owner ควรมี ฺBIM Consult เข้ามา เพราะนอกจากการทำ BIM จะทำให้ Owner เห็นภาพ 3 มิติ และรับรู้ Design Intent ของอาคารได้ดีขึ้นแล้วนั้น งานสำคัญคือ BIM Consult ร่วมกับ CM ต้องวางแผนการทำงานให้เกิดการทำ BIM Model ที่ดีพอ ที่สามารถส่งต่อให้ ผรม ไปทำงานต่อได้ โดยต้องผ่านการกรองมาระดับหนึ่งก่อนแล้ว คือการทำ Clash Check และ Visual Check เพื่อแก้ปัญหาที่พิจารณาแล้วว่าเป็น Major Issue เสียตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนส่งต่อให้ผู้รับเหมา

เมื่อมาถึงช่วงก่อสร้าง ผู้รับเหมามีหน้าที่นำ BIM Model มาพัฒนาเพื่อใช้ในการทำแบบก่อสร้าง ซึ่ง Owner ควรจ้าง Consult ที่มีประสบกาณ์ด้านควบคุมงานก่อสร้างและการทำ BIM ด้วยเพื่อสร้าง Flow การทำงานที่ให้ความสำคัญกับการตรวจ BIM Model เสียก่อน จากนั้นจึงนำ Model ไปทำ Shop Drawings และพัฒนาจนเป็น As Built Model ต่อไป (ไม่ใช่ดันทุรังจะทำงานอยู่บน 2D CAD Process เดิม)

กระบวนการทั้งหมดทั้งมวลที่ว่านั้น อาจจะมีปัญหาย่อยๆแตกออกมาได้อีกเยอะแยะ
เช่น – ผู้รับเหมา ใช้ BIM ไม่เก่ง
– โมเดลจาก Designer นำไปให้ ผรม ใช้ต่อไม่ได้ หรือยากที่จะนำไปพัฒนาต่อ เป็นต้น
– ยัง งงๆ ว่า As Built Model จะเอาข้อมูลอะไรบ้าง

แต่ผมเชื่อว่าความเข้มข้นของ Owner ที่ตกผลึกตัวเองและเล็งเห็นความสำคัญของ BIM แล้วนั้น จะเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี และเป็น Core Principle หลักให้ทุกฝ่ายยึดปฎิบัติ เพื่อให้ปัญหาที่แตกย่อยเยอะแยะออกมาดังกล่าวได้ถูกแก้ไขให้ล้อกับหลักปรัชญาดังกล่าวในที่สุด

You may also like...

Popular Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *