6 ความท้าทายในการทำ BIM ในฝั่ง Facility Management

AS BUILT BIM MODEL หลายๆคน น่าจะเคยได้ยิน หรือบางคนอาจจะเคยได้ยิน BIM ที่ LOD500 มันคือความพยายามที่จะเอา BIM เนี่ยแหละ ไปใช้ในฝาน FM ให้ได้ ถึงแม้ owner หลายๆคน ยัง “‘งง” และมองภาพไม่ออกว่าจะเอาไปใช้ต่อยังไง
 
ถ้าพูดง่ายๆคือ การพยายามทำให้การส่งแบบเป็นกระดาษ + กอง CD ที่รวบรวม equipment ต่างๆในอาคารที่สร้างแล้วเสร็จ ให้กลายเป็น Digital Information นั่นแหละ แล้วหลังจากนั้นชีวิตจะง่ายขึ้น
 
ถ้ายังมองไม่ออกอีก ว่า Digital Information มันดีเว่อๆยังไง ก็สมมติ ตึกของเราใช้งานมา 3 ปี แล้วหลอดไฟ 1 หลอดในห้องประชุมเสีย ถ้าเป็นขั้นตอนปกติ ก็คือ เราต้องไปค้นแฟ้ม หาข้อมูล หรือบางที่แย่หน่อยคือ ถ่ายรูปหลอดไฟ ไป google ว่าหลอดไฟดวงนี้ ยี่ห้ออะไร ซื้อจากที่ไหน … กลับกัน ถ้าเราแค่คลิกคอมพิวเตอร์ และดึงข้อมูลออกมาได้เลยล่ะ ว่าหลอดไฟดวงนี้ ยี่ห้ออะไร ซื้อจากที่ไหน มีรับประกันมั้ย ถ้ามีปัญหาให้โทรหาใคร … สะดวกกว่ามั้ยล่ะ ??
 
แต่ก็นั่นแหละ BIM ในฝั่ง FM ของไทย หรือแม้แต่ของต่างประเทศเอง ก็ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้กันสักเท่าไหร่นัก
 
วันนี้มาลองดูผมสรุป 6 ความท้าทาย สั้นๆ เกี่ยวกับการนำ BIM ไปใช้ฝั่ง FM ให้ฟังกัน
 
1. ต้องฝัง Perception ของ BIM ให้ฝั่ง FM ด้วย
การใช้ BIM ในการวางแผนงาน ออกแบบ และก่อสร้างนั้น หลายๆคนเริ่มมองเห็นแล้วว่ามันก่อให้เกิดประโยชน์จริง แต่ถ้าจะเอาให้ครบ loop คือต้องส่ง BIM data ไปหาฝั่ง FM ด้วย … แต่ก็นั่นแหละ ปัญหาคือ มันยังไม่มี case study ที่เป็นชิ้นเป็นอัน ในการพิสูจน์ว่าเอา BIM ไปทำ FM ด้วยแล้วมันเห็นประโยชน์ คุ้มค่ากับการลงทุน มากพอที่เราจะสามารถเอาไป convince ฝั่ง FM Manager หรือ Client ได้
 
แต่บ้านเรา หรือแม้กระทั่งต่างประเทศเอง ก็ยังไม่มีพวก case study จากการนำไป BIM ไปใช้ FM ออกมาให้เห็นจริงจังกันมากเท่าไหร่ ซึ่งมันเลยทำให้ ฝั่งที่ทำด้านบริหารอาคาร ก็เลยไม่ได้ตื่นตัวกันมากเท่าไหร่ด้วย เพราะลูกค้าไม่ได้ Request ด้วย นั่นก็อีกเหตุผลนึง
 
2. มันต้องปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่
 
คือพวกบริษัทที่เค้าทำ FM เค้าก็จะมี software ของเค้า มี standard การทำงานของเค้า เค้าไปทำงานตึกไหน เค้าก็จะขอแค่ CAD ไฟล์ หรือแบบก่อสร้างที่เป็นกระดาษด้วยซ้ำไป ครั้นอยู่ดีๆ ไปบอกเค้าว่า ให้ทำ BIM สิ เค้าก็ต้องปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่หมด ต้องลงทุนทั้งการอบรมพนักงานและซอฟท์แวร์ใหม่หมด ทั้งๆที่เค้ายังไม่มั่นใจด้วยซ้ำไป ว่ามันจะ work เพราะ BIM ในบ้านเราก็ยังไม่มีมาตรฐานอะไรที่แน่นอนเลย…แต่เอาจริงๆนะ ผมกลับมองว่ามันเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เสียด้วยซ้ำไป ครั้นจะไปรอมาตรฐานให้มันสมบูรณ์นะ ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี เพราะสมัยก่อนคุณรับแบบเป็น CAD + cd ข้อมูลวัสดึอุปกรณ์ ก็ยังทำงานได้ ไม่เห็นจะมี CAD Standard อะไรเลย อิอิ
 
3. สัญญาและข้อกฎหมาย
เพราะสัญญาระหว่าง บริษัทที่ทำ FM กับ owner เจ้าของอาคารส่วนใหญ่ยังเป็นแบบที่ระบุให้ส่ง 2D Drawings + Equipment List และพวกข้อมูล Warranty ต่างๆ เพราะฉะนั้น มันก็จำเป็นที่ต้องมีการร่างสัญญาในรูปแบบใหม่ ที่ให้มีการ submit เป็น BIM Model เพื่อไม่ให้มีปัญหา เช่น อ้าว ทำไมข้อมูลใน BIM ไม่ตรงกับกระดาษล่ะ แล้วฉันจะอ้างอิงอันไหน
 
4. ต้องอบรมความรู้ใหม่
คือ BIM มัน boom แค่ในวงการออกแบบก่อสร้างครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ BIM ไปจนถึงฝั่ง FM ด้วย บริษัทเหล่านั้นก็ต้องอบรมหาความรู้เรื่อง BIM เพื่อให้ตัวเองคุ้นเคยกับ BIM Model และ Software เพื่อที่จะหาช่องทางในการต่อยอดในธุรกิจของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
 
5. ค่าใช้จ่าย
ก็จะมีค่าอบรมซอฟท์แวร์ ค่าซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ค่าอบรมการทำงานใน Process ใหม่ อาจจะต้องพนักงานตำแหน่งใหม่ๆ ที่สามารถทำงานกับ BIM Data ได้ หรืออาจต้องจ้าง BIM Consult ในการช่วย implemen, integration และพาทำ pilot project ให้เลย … โอเค บ.ที่ทำ FM อาจจะมองว่า ในอนาคตมันคุ้มแน่นอน และก็มีภาษีที่จะได้งานจาก owner มากขึ้นด้วย แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า มันมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับในช่วงแรกนี้น่ะ
 
6. Interoperability
อิน – เทอ – โอ -เพอ – เร – บิ – ลิ – ตี้ คำนี้มันอาจจะออกเสียงยากๆหน่อย แต่ลองฝึกดู ถ้าอยาก cool
มันหมายความว่า การที่ application ต่างๆ ใน process สามารถรับ-ส่งข้อมูลระหว่างกันได้
 
ถ้าแปลเป็นภาษาคนคือ ทำยังไงให้ bim software มันส่ง data ที่ฝั่ง FM ต้องการ เข้าไปยัง software ที่ฝั่ง FM ใช้ได้อย่างไม่สะดุด นั่นเอง ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องว่ากันต่อเรื่อง IFC หรือ CObie เอาไว้โอกาสหน้า ค่อยว่ากันนะ
 
สู้ๆ ^ ^

You may also like...

Popular Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *